[x] ปิดหน้าต่างนี้
 

 

  

การศึกษานอกระบบ
โครงงานเรื่องผลการเปรียบเทียบน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น

อังคาร ที่ 15 เดือน มกราคม พ.ศ.2556

บทที่ ๑
บทนำ

๑. ที่มาและความสำคัญ
มะพร้าวเป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่คนไทยมาเป็นเวลาช้านาน มะพร้าวนิยมนำมาทำเป็นอาหารต่าง ๆ มากมายทั้งคาวหวาน เป็นส่วนต่าง ๆ ของมะพร้าวยังมีคุณสมบัตินำมาทำเป็นยา อีกด้วย จะเห็นได้ว่ามะพร้าวนั้นมีลำต้นที่สูงมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากว่าน้ำที่ดูดซึมผ่านรากจะเดินทางผ่านลำต้นซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกรอง ไปจนถึงยอดนั้นมีระยะทางมาก ทำให้น้ำและเนื้อมะพร้าวมีความบริสุทธิ์มาก และทั้งหมดเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ด้วยภูมิปัญญาของคนไทยจึงได้นำความบริสุทธิ์ของมะพร้าวที่ธรรมชาติมอบให้นี้มีมาผ่านกรรมวิธีสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าวซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
มนุษย์ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหาร เป็นยา และเป็นเครื่องสำอางมานับเป็นพัน ๆ ปี ชาวเอเชียและแปซิฟิกที่ใช้น้ำมันมะพร้าวประกอบอาหารต่างก็มีสุขภาพดีถ้วนทั่วไม่ค่ายมีใครเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคต่อมลูกหมากโต โรคไขข้อ โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคผิวหนัง ฯลฯ สำหรับประเทศไทย มีการปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้ว และได้สกัดน้ำมันมะพร้าวมาประกอบอาหารคาวหวาน ใช้เป็นสมุนไพรและเครื่องสำอาง ประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียและแปซิฟิก ต่างก็ได้ใช้น้ำมันมะพร้าวมาเป็นเวลาช้านานเช่นกัน จนได้ขนานนามมะพร้าวว่าเป็นต้นไม้แห่งชีวิต
กระแสการดูแลรักษาสุขภาพและความงามด้วยวิธีทางธรรมชาติกำลังมาแรง ปัจจุบัน ประชาชนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจเกี่ยวกับการนำน้ำมันจากพืชมาใช้ดูแลร่างกาย และน้ำมันชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมคือน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เพราะน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้น ช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ดังนั้น จึงมีผู้สนใจนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้เพื่อการนวด หรือเป็นส่วนผสมการผลิตเครื่องสำอางประเภทบำรุงผิวพรรณ
ข้าพเจ้าและคณะมีต้นมะพร้าวปลูกอยู่ที่บ้าน มีลูกมะพร้าวที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในบางช่วง จึงคิดว่าน่าจะนำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ นอกจากนำมาเป็นอาหาร โดยการสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าว จากที่ข้าพเจ้าและคณะได้ศึกษาข้อมูลมา พบว่าในปัจจุบันนี้นิยมสกัดน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่นิยมสกัดน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดร้อน ข้าพเจ้าและคณะจึงอยากทราบว่าน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดร้อนและสกัดเย็นแตกต่างกันอย่างไร และมีแนวความคิดในการทดลองเปรียบเทียบการสกัดน้ำมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและวิธีการสกัดเย็น ว่าจะมีผลของน้ำมันแตกต่างกันอย่างไร จึงได้ทำโครงงานเรื่อง ผลการเปรียบเทียบน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น

๒. วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น

๓. ตัวแปรที่ศึกษา
๓.๑ ตัวแปรต้น ได้แก่ การสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อน และการสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดเย็น
๓.๒ ตัวแปรตาม ได้แก่ น้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนมีความแตกต่างกับน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดเย็น
๓.๓ ตัวแปรควบคุม ได้แก่ ปริมาณมะพร้าว และปริมาณน้ำ

๔. สมมุติฐาน
๔.๑ น้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนจะได้ปริมาณน้ำมันมากกว่าวิธีการสกัดเย็น
๔.๒ น้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนจะมีสีที่ขุ่นกว่ามากกว่าวิธีการสกัดเย็น
๔.๓ น้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนจะมีกลิ่นหืนมากกว่าวิธีการสกัดเย็น

๕. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๕.๑ ทราบข้อแตกต่างของน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น
๕.๒ ทราบถึงวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านปรุงอาหารในครัวเรือน
๕.๓ ทราบถึงวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านเครื่องสำอางและยารักษาโรค














บทที่ ๒
เอกสารที่เกี่ยวข้อง

มะพร้าวเป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่คนไทยมาเป็นเวลาช้านาน มะพร้าวนิยมนำมาทำเป็นอาหารต่าง ๆ มากมายทั้งคาวหวาน เป็นส่วนต่าง ๆ ของมะพร้าวยังมีคุณสมบัตินำมาทำเป็นยา อีกด้วย จะเห็นได้ว่ามะพร้าวนั้นมีลำต้นที่สูงมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากว่าน้ำที่ดูดซึมผ่านรากจะเดินทางผ่านลำต้นซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกรอง ไปจนถึงยอดนั้นมีระยะทางมาก ทำให้น้ำและเนื้อมะพร้าวมีความบริสุทธิ์มาก และทั้งหมดเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ด้วยภูมิปัญญาของคนไทยจึงได้นำความบริสุทธิ์ของมะพร้าวที่ธรรมชาติมอบให้นี้มีมาผ่านกรรมวิธีสกัดเป็นน้ำมันมะพร้าวซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
มนุษย์ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหาร เป็นยา และเป็นเครื่องสำอางมานับเป็นพัน ๆ ปี ชาวเอเชียและแปซิฟิกที่ใช้น้ำมันมะพร้าวประกอบอาหารต่างก็มีสุขภาพดีถ้วนทั่วไม่ค่ายมีใครเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคต่อมลูกหมากโต โรคไขข้อ โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคผิวหนัง ฯลฯ สำหรับประเทศไทย มีการปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้ว และได้สกัดน้ำมันมะพร้าวมาประกอบอาหารคาวหวาน ใช้เป็นสมุนไพรและเครื่องสำอาง ประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียและแปซิฟิก ต่างก็ได้ใช้น้ำมันมะพร้าวมาเป็นเวลาช้านานเช่นกัน จนได้ขนานนามมะพร้าวว่าเป็นต้นไม้แห่งชีวิต
กระแสการดูแลรักษาสุขภาพและความงามด้วยวิธีทางธรรมชาติกำลังมาแรง ปัจจุบัน ประชาชนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจเกี่ยวกับการนำน้ำมันจากพืชมาใช้ดูแลร่างกาย และน้ำมันชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมคือน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เพราะน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้น ช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนัง ดังนั้น จึงมีผู้สนใจนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้เพื่อการนวด หรือเป็นส่วนผสมการผลิตเครื่องสำอางประเภทบำรุงผิวพรรณ
วิธีการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน 100%หรือ แบบโบราณ โดยการนำเนื้อมะพร้าวที่ขูด จากลูกมะพร้าวแก่และคั้นด้วยน้ำอุ่น ในอัตรา ส่วน 1:1 นำเฉพาะหัวกะทิลงเคี่ยวไฟอ่อนๆ ใช้กะทิกล่องได้เริ่มต้นจากน้ำกะทิซึ่งคั้นเองหรือซื้อจากที่เขาคั้นขายในตลาดก็ได้ ถ้ามีต้นมะพร้าวอยู่ในบ้าน ก็เก็บมาปอกเปลือก ผ่า ล้างน้ำ ขูดด้วยกระต่ายขูดมะพร้าว แล้วคั้นด้วยมือ นำกะทิที่ได้ใส่ถุงหรือภาชนะใส เพื่อจะได้มองเห็นการแยกชั้นหรือจะแช่ตู้เย็นหรือถังน้ำแข็ง (หากใจร้อน) แต่การคั้นเสร็จใส่ภาชนะตั้งวางไว้ก็ได้ รอจนหัวกะทิลอยขึ้นด้านบน ก็ตักหัวกะทิลงกระทะ แต่ที่ซื้อจากตลาดใส่ถุงมาก็แขวนหรือตั้งให้ตรงไว้สักพัก พอเห็นหัวกะทิลอยขึ้นบนก็ตักลงกระทะหรือจะเจาะรูด้วยไม้ปลายแหลมเล็กๆให้น้ำหางกะทิออกก็ได้ อย่าเจาะรูใหญ่ น้ำหัวกะทิจะออกมาด้วย ถ้าใช้ทั้งหัวและหางกะทิการเคี่ยวจะกระเด็นมากและได้น้ำมันช้า นำหัวกะทิ ลงเคี่ยวไฟอ่อนที่สุดใช้ตะหลิวคนไปมาตลอดเวลา อย่าให้หัวกะทิติดกระทะหากติดก็จะติดมากขึ้นเรื่อยๆและไหม้เกรียมเร็ว พยายามขูดออกเร็วๆที่ติดกระทะ หากไม้ติกกระทะเลย น้ำมันจะใสเหมือการสกัดเย็นใสแจ๋วเหมือนน้ำ แต่ติดกระทะบ้างก็จะเหลืองและกลิ่นหอมมากขึ้น ใช้ได้เหมือนกัน เคี่ยวไฟอ่อนๆ จนเนื้อครีมกะทิเป็นสีน้ำตาลอ่อนก็ปิดไฟ พอไม่มีการเดือดค้างหลังจากปิดไฟ แล้ว ก็ใช้ ตะหลิวดันกากกะทิไว้ข้างกระทะ กดให้น้ำมันลง พอเย็นก็ตักกรอง บนผ้าขาวบางพับประมาน 4 ชั้นหรือกระดาษชนิดกรองหรือสำลีแผ่นที่สะอาด วางในตะแกรงหรือกรวย ฯ กรองไปมาจนเห็นว่าน้ำมันใสก็บรรจุขวดหรือกระปุกสวยๆไว้ใช้ได้เลย
กากหัวกะทิที่เกรียม มีรสชาดอร่อย จะทำอาหารหรือใช้กับสุขภาพร่างกายได้ สรรพคุณและประโยชน์ ความมหัศจรรย์ ของน้ำมันมะพร้าว ที่มีมากต่อร่างกายของทุกวัย
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น คือ น้ำมันที่ได้โดยไม่ผ่านความร้อน (cold press coconut oil) ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ที่สุด สีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี และไม่ผ่านขบวนการเติมออกซิเจน (oxidation) และที่สำคัญกรดล อริกใน น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก อยู่ประมาณ 54.61% กรดนี้มีส่วนที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวดีเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ เพราะมันมีความสามารถพิเศษคือสร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อเราบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกาย กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าว จะเปลี่ยนเป็นโมโนกลีเซอไรด์ ที่มีชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมมารดา ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรกที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กระยะแรกเกิด ไม่ค่อยเป็นโรคอะไร ฆ่าเชื้อโรค โมโนลอรินเป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคทุกชนิด ที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตชัว และไวรัส รวมทั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดหลอดเลือดแข็งตัว
บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความงามเกี่ยวกับเรื่องนี้น้ำมันมะพร้าวมีข้อดีคือ ต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านการเติมออกซิเจน โดยการป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจน ได้ง่าย ๆ ประกอบด้วยสารโทโคไทรอีนอลที่มีอานุภาพสูง วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีสารโทโคไทรอีนอล ซึ่งเป็นรูปของวิตามินอีที่มีคุณภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอลซึ่งอยู่นวิตามินอี ทั่วไป โดยเฉพาะที่มีอยู่ในเครื่องสำอางรักษาผิวถึง 40-50 เท่า ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ผิวสวย การนวดหรือชโลมตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ผิวสวย เพราะ
1.1 ผิวดูอ่อนวัย น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ชโลมตัว ทั้งในรูปน้ำมันมะพร้าวสด ๆ หรือในรูปของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว เช่น ครีม และโลชั่นจะทำให้ผิวพรรณนุ่มไม่แตกแห้งเป็นกระ หรือฝ้า แต่ชุ่มชื้นและเนียน ปราศจากริ้วรอย ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่มีอานุภาคมากกว่าวิตามินอีใน เครื่องสำอาง
1.2 ผิวนุ่มและเนียน ตามปกติผิวหนังจะสูญเสีย ความชื้นเพราะถูกแดดและลมน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น (moisturizer) จึงช่วยให้ผิวหนังนุ่มและเนียน
1.3 ช่วยป้องกันและรักษาฝ้า และ กระ อนุมูลอิสระ เป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า (รอยดำคล้ำหรือปนสีน้ำตาลอ่อน) และกระ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้เราสามารถใช้ น้ำมันมะพร้าวเป็นยาทากันแดดได้ดี อีกทั้งยังไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนยากันแดดบางชนิด และราคาก็ถูกกว่า
2. ผมงาม เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นนำมันพืชที่มีคุณสมบัติที่เพิ่มความชุ่มชื้น อีกทั้งมีสารปฏิชีวนะ (จากโนโนลอริน) และสาร antioxidant (จากสารโทโคทรินนอลในวิตามินอี) จึงมีส่วนทำให้ผมงาม จากคุณสมบัติต่อไปนี้
2.1 ช่วยปรับสภาพผม น้ำมันมะพร้าวเป็น Hair conditioner ที่ช่วยทำให้ผมนุ่มดำเป็นเงางาม เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม
2.2 ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะ น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาสุขภาพของหนังศรีษะทั้งนี้ เพราะน้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่คอยทำลายเชื้อโรค หนังศีรษะจึงไม่มีรังแค หนังศรีษะจึงมีสุขภาพดี
2.3 ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี เส้นผมประกอบด้วยส่วนนอก ที่ทำหน้าที่หุ้มส่วนใน หากส่วนนอกอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ฉีกขาดหรือแหว่งนั้น เส้นผมก็จะปกติ แต่ส่วนที่ทำให้เส้นผมมีสุขภาพดี กล่าวคือ น้ำมันมะพร้าวช่วยลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนเส้นผม เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติยึดเกาะ กับโปรตีนของเส้นผมได้ดี อีกทั้งมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมได้สะดวก
วิธีการเก็บรักษาน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวจะเป็นไขที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส (ไม่ได้เสีย) และจะกลับมาใสเหมือนเดิมที่อุณหภูมิห้อง โดยที่คุณสมบัติทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกับความงามของผิวพรรณ
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยกรดลอริค (Lauric Acid) ซึ่งกรดนี้สามารถพบได้ในน้ำนมแม่ ในทารกแรกเกิดนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ จึงต้องอาศัยกรดลอริคจากน้ำนมของแม่ในการสร้างภูมิคุ้มกัน ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริคอยู่สูงประมาณ 48% – 53% ซึ่งกรดลอริคนี้ เป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่มีคุณสมบัติทางด้านสุขภาพและความงามที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง ถ้าเรานำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาทาผิวหน้า จะสามารถช่วยขจัดแบคทีเรียได้ ทำให้ลดการเกิดสิว ฝ้า และริ้วรอยบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้ ทำให้ผิวดูมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพดี น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นไม่ผ่านขบวนการ RBD จึงทำให้ยังมีวิตามินอีอยู่ เมื่อใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นทาใบหน้าและผิวเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ซ่อมแซมผิวในส่วนที่สึกหรอ ช่วยลบเลือนริ้วรอยที่เกิดจากสิวและจุดด่างดำต่างๆได้เป็นอย่างดี
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นสามารถใช้เป็นคลีนซิ่งออยเช็ดล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าได้อย่างดีอีกด้วย โดยเราสามารถใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเช็ดเครื่องสำอางออก แล้วใช้ โฟมล้างหน้าที่ใช้เป็นประจำทำความสะอาดอีกที่ เพื่อล้างความมันของน้ำมันออกไป ก็จะได้ผิวหน้าที่ใสสะอาดไม่แพ้คลีนซิ่งออยราคาแพงที่ขายอยู่ในท้องตลาด แถมยังได้บำรุงผิวหน้าไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย
เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นมีความเป็นธรรมชาติ ทำให้อ่อนโยนต่อใบหน้าและร่างกาย ในผู้ที่มีผิวหน้าที่บอบบางแพ้เครื่องสำอางง่ายก็สามารถลองใช้ได้ สาวๆที่รักความสวยความงามถ้าจะลองหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ธรรมชาติมอบให้ชิ้นนี้แล้ว อาจจะลืมผลิตภัณฑ์ราคาแพงในท้องตลาดไปเลยก็เป็นได้
ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกับการควบคุมน้ำหนัก
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นกรดไขมันสายปานกลาง ซึ่งไม่ต้องอาศัยเอนไซม์จากตับอ่อนในการย่อย จึงสามารถย่อยได้ง่ายกว่าไขมันชนิดอื่นๆ เมื่อทานน้ำมันมะพร้าวจะทำให้เรารู้สึกอิ่มง่าย และอิ่มนานกว่าปกติเหมือนการทานไขมันชนิดอื่นๆ แต่ว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะมีปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังไปกระตุ้นให้ร่างกายของเราหลั่งสารเล็ปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวที่จะคอยสั่งให้เราหยุดทาน เคยมีการทดสอบที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิน โดยนำสุภาพสตรีที่ไม่ได้มีการควบคุมน้ำหนักมาทานอาหารที่ผสมน้ำมันมะพร้าวลงไป ผลที่ได้คือทำให้เธอทานอาหารลดลง โดยที่จะให้ได้ผลเช่นนี้ให้ใช้ปริมาณน้ำมันมะพร้าวเพียงวันละ 15 มิลลิลิตรก็พอแล้ว
การทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเราสามารถนำไปประกอบอาหารแทนน้ำมันพืชที่เราเคยใช้เป็นประจำได้ แรกๆเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับกลิ่นหอมอ่อนๆของมัน แต่ถ้าทานเป็นประจำก็จะชินไปเอง การที่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีกลิ่นหอมอ่อนๆเพราะว่าไม่ได้ใส่สารและผ่านขั้นตอนในการกำจัดกลิ่นเหมือนน้ำมันพืชที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ายังบริสุทธิ์ไร้สารเคมี เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นผสมกับเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่เป็นประจำก็ได้
ทั้งนี้การควบคุมน้ำหนักต้องทำควบคู่ไปหลาย ๆ วิธี ทั้งควบคุมอาหาร เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และที่สำคัญหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราสามารถควบคุมน้ำหนักและมีสุขภาพที่แข็งแรงได้




บทที่ ๓
วิธีการดำเนินการ

การศึกษาเปรียบเทียบน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น มีวิธีการดำเนินงานแบ่งออกเป็น ๓ ตอน ดังนี้
ตอนที่ ๑ การสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อน
ตอนที่ ๒ การสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีวิธีการสกัดเย็น
ตอนที่ ๓ การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนและวิธีการสกัดเย็น

ตอนที่ ๑ การสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อน
๑.๑ วัสดุและอุปกรณ์
๑) มะพร้าวแก่ ๑ กิโลกรัม
๒) กะละมัง
๓) เครื่องขูดมะพร้าว
๔) น้ำอุ่นสะอาด
๕) เครื่องชั่ง
๖) เตาแก๊ส/เตาไฟฟ้า
๗) ผ้าขาวบาง
๘) ไม้พาย
๙) กระชอนกรองกะทิ
๑๐) กระทะ
๑.๒ ขั้นตอนการสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดเย็น
ขั้นตอนที่ ๑ การคั้นกะทิ
๑) นำมะพร้าวขูดฝอย จำนวน ๑ กิโลกรัม ผสมกับน้ำอุ่น ๑ กิโลกรัม (อัตราส่วน ๑ : ๑) คั้นจนได้น้ำกะทิจากนั้นกรองด้วยขาวบาง
๒) นำน้ำกะทิใส่ภาชนะที่ปิดสนิท
ขั้นตอนที่ ๒ การเคี่ยวกะทิ
๑) เตรียมกระทะตั้งไฟ เปิดไฟอ่อน ๆ นำกะทิที่ได้ไปเคี่ยว ระวังอย่าให้กะทิไหม้ สีจะออกมาไม่สวย ใช้เวลาประมาณ ๓๐ – ๖๐ นาที
๒) ในช่วงที่กะทิเริ่มแตกมัน แยกระหว่างกากกะทิกับน้ำมัน ให้คอยคนตลอดเวลา จนกากเป็นสีเหลืองพอเหลือง
ขั้นตอนที่ ๓ การกรองน้ำมัน
กรองกากกะทิกับน้ำมันออกจากกันโดยใช้กระชอน
ขั้นตอนที่ ๔ การบรรจุ
เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน ให้วางจนน้ำมันเย็นลง แล้วนำมาบรรจุลงขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกใส แล้วปิดฝาให้สนิท

ตอนที่ ๒ การสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีวิธีการสกัดเย็น
๒.๑ วัสดุและอุปกรณ์
๑) มะพร้าวแก่ ๑ กิโลกรัม
๒) กะละมัง
๓) เครื่องขูดมะพร้าว
๔) กล่องโฟม
๕) น้ำอุ่นสะอาด
๖) เครื่องชั่ง
๗) หม้อแสตนเลส
๘) เตาแก๊ส/เตาไฟฟ้า
๙) ผ้าขาวบาง
๑๐) ถังพลาสติกพร้อมฝาปิด
๑๑) หม้อตุ๋นหรือลังถึง
๑๒) กระชอนกรองกะทิ
๑๓) เทอร์โมมิเตอร์
๑๔) ไม้พาย
๒.๒ ขั้นตอนการสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดเย็น
ขั้นตอนที่ ๑ การคั้นกะทิ
๑) นำมะพร้าวขูดฝอย จำนวน ๑ กิโลกรัม ผสมกับน้ำอุ่น ๑ กิโลกรัม (อัตราส่วน ๑ : ๑) คั้นจนได้น้ำกะทิจากนั้นกรองด้วยขาวบาง
๒) นำน้ำกะทิใส่ภาชนะที่ปิดสนิท


ขั้นตอนที่ ๒ การทำครีมกะทิ
นำน้ำกะทิที่ได้จากขั้นตอนที่ ๑ แช่ในตู้เย็นหรือแช่ในถังน้ำแข็งเป็นเวลา ๓ ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการแยกชั้น แล้วตัดแยกส่วนครีมกะทิเข้มข้นใส่ถังหมัก เพื่อเตรียมสู่การหมักต่อไป
ขั้นตอนที่ ๓ การหมักครีมกะทิ
นำครีมกะทิที่ได้จากขั้นตอนที่ ๒ วางลงในกล่องโฟม นำขวดน้ำร้อนใส่ลงในกล่องโฟม เพื่อควบคุมอุณหภูมิการหมัก ๓๐ องศาเซลเซียส วัดอุณหภูมิโดยใช้เทอร์โมมิเตอร์ ประมาณ ๒๐ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนน้ำร้อนทุก ๔ หรือ ๖ ชั่วโมง หรือ เมื่ออุณหภูมิภายในกล่องโฟม ลดลงต่ำกว่า ๓๐ องศาเซลเซียส จนเกิดการแยกชั้นน้ำมันที่สมบูรณ์ มีลักษณะเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นที่ ๑ น้ำมัน ชั้นที่ ๒ ตะกอนโปรตีน ชั้นที่ ๓ น้ำมีกลิ่นหมัก
ขั้นตอนที่ ๔ การกรองน้ำมัน
๑) เตรียมขวดแก้วใสพร้อมฝาปิด และผ้าขาวบางพับ ๘ ชั้น หรือใส่สำลีวางบนผ้าขาวบางไว้
๒) ตักน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์กรองลงในภาชนะที่เตรียมไว้
ขั้นตอนที่ ๕ การระเหยของน้ำที่ปนอยู่ในน้ำมัน
๑) ต้มน้ำในหม้อตุ๋นหรือลังถึงให้เดือด แล้วค่อย ๆ เบาไฟให้ลดลง โดยที่น้ำยังเดือดอยู่
๒) นำภาชนะที่ใส่น้ำมัน วางลงบนตะแกรงในลังถึง ห้ามมิให้ภาชนะที่ใส่น้ำมันสัมผัสกับก้นหม้อน้ำร้อน หรือเตาโดยตรง ตั้งทิ้งไว้ ๑๕ นาที หรือจนกว่าน้ำมันที่ขุ่นเปลี่ยนเป็นสีที่ใสเหมือนน้ำ ในระหว่างนั้นใช้ไม้พายคนเป็นระยะๆ จนกว่าจะไม่มีฟองอากาศ และต้องพยายามควบคุมอุณหภูมิของน้ำมันไม่ให้เกิน ๖๕ – ๗๐ องศาเซลเซียส
ขั้นตอนที่ ๖ การบรรจุ
เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน ให้วางจนน้ำมันเย็นลง แล้วนำมาบรรจุลงขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกใส แล้วปิดฝาให้สนิท

ตอนที่ ๓ การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนและวิธีการสกัดเย็น
ตอนที่ ๓.๑ เปรียบเทียบปริมาณของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้
วัสดุและอุปกรณ์
๑) น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน
๒) น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น
๓) กระบอกตวง ขนาด ๒๕๐ มิลลิลิตร
วิธีการ
๑) วัดปริมาตรของน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน โดยเทใส่กระบอกตวงขนาด ๒๕๐ มิลลิลิตร จนหมดแล้วบันทึกผล
๒) วัดปริมาตรของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น โดยเทใส่กระบอกตวงขนาด ๒๕๐ มิลลิลิตร จนหมดแล้วบันทึกผล
ตอนที่ ๓.๒ เปรียบเทียบสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้ โดยผู้สังเกตและเปรียบเทียบโดยผู้ทำโครงงาน และผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์
วัสดุและอุปกรณ์
๑) น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน
๒) น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น
๓) แก้วใสใบเล็ก
๔) กระดาษสีขาว
๕) กระดาษสติกเกอร์
วิธีการ
๑) สังเกตและเปรียบเทียบโดยสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้ โดยผู้ทำโครงงาน จำนวน ๓ คน
๑.๑) สังเกตสีของน้ำมันมะพร้าว โดยนำน้ำมันมะพร้าวทั้งสองชนิดวางคู่กัน (ระบุชนิดของน้ำมันให้ชัดเจน) นำกระดาษสีขาวมาวางหลังตัวอย่าง สังเกตสีของน้ำมันมะพร้าวทั้ง ๒ ชนิด แล้วบันทึกผล
๑.๒) สังเกตกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวทั้ง ๒ ชนิด โดยการดมกลิ่นจากนั้นบันทึกผล
๒) สังเกตและเปรียบเทียบโดยผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จำนวน ๔ คน ได้แก่นางสาวณัฐธยาน์ กิจจารุ่งโรจน์ นางสาวณัฐกฤตา ทับทิม นางสาวกานต์พิชชา ทองต้า และ นางวรรณา ทองทา
๒.๑) เตรียมตัวอย่างน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนจำนวน ๔ ตัวอย่าง โดยเทน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนลงในแก้วใบเล็ก ประมาณ ของแก้ว จำนวน ๔ ใบแล้วเขียน ระบุชนิดน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนแทนด้วยชนิด A ในกระดาษสติกเกอร์ ติดไว้ข้างแก้วทั้ง ๔ ใบ
๒.๒) เตรียมตัวอย่างน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจำนวน ๔ ตัวอย่าง โดยเทน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนลงในแก้วใบเล็ก ประมาณ ของแก้ว จำนวน ๔ ใบแล้วเขียน ระบุชนิดน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนแทนด้วยชนิด B ในกระดาษสติกเกอร์ ติดไว้ข้างแก้วทั้ง ๔ ใบ
๒.๓) ทำการเปรียบเทียบสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวโดยนำตัวอย่างน้ำมันชนิด A และตัวอย่างน้ำมันชนิด B และกระดาษสีขาว ให้กับครู กศน.ตำบล ๔ คน (ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์) เปรียบเทียบด้านสีและกลิ่นของน้ำมันทั้ง ๒ ชนิด พร้อมทั้งบันทึกผล




























บทที่ ๔
ผลการศึกษา

การศึกษาเปรียบเทียบน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น เป็นเปรียบเทียบปริมาณของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้ และเปรียบเทียบสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้ โดยผู้สังเกตและเปรียบเทียบโดยผู้ทำโครงงาน และผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีผลการศึกษาดังนี้
ตอนที่ ๑ ผลการเปรียบเทียบปริมาณของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้
ตอนที่ ๒ ผลการเปรียบเทียบสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้

ตอนที่ ๑ ผลการเปรียบเทียบปริมาณของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้
ตารางที่ ๑ แสดงผลการเปรียบเทียบปริมาณของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้
ชนิดน้ำมัน ปริมาณน้ำมันมะพร้าว (ml)
น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน ๒๔๐
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ๘๕
จากตารางที่ ๑ พบว่า น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนมีปริมาณเท่ากับ ๒๔๐ มิลลิลิตร และน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีปริมาณเท่ากับ ๘๕ มิลลิลิตร แสดงว่าวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนทำให้ได้ปริมาณน้ำมันมะพร้าวมากว่าวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดเย็น

ตอนที่ ๒ ผลการเปรียบเทียบสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้
ตารางที่ ๒ แสดงผลการเปรียบเทียบสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้
ผู้สังเกต น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน (A) น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (B)
สี กลิ่น สี กลิ่น
ขาวใส เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม หืน ไม่หืน ขาวใส เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม หืน ไม่หืน
๑    
๒    
๓    
๔    
๕    
๖    
๗    
จากตารางที่ ๒ พบว่า ผู้สังเกตทั้ง ๗ ท่าน สังเกตว่าสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน (A) มีสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นหืน ส่วนสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีสีขาวใส และมีกลิ่นไม่หืน

ตารางที่ ๓ แสดงผลการเปรียบเทียบน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น
ชนิดน้ำมันมะพร้าว ปริมาณ (ml) สี กลิ่น
น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน ๒๔๐ เหลืองใส หืน
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ๘๕ ขาวใส ไม่หืน
จากตารางที่ ๓ พบว่า น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน มีปริมาณน้ำมัน ๒๔๐ มิลลิลิตร สีเหลืองใส และมีกลิ่นหืน ส่วนน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีปริมาณน้ำมัน ๘๕ มิลลิลิตร สีขาวใส และไม่มีกลิ่นหืน


























บทที่ ๕
สรุปและอภิปรายผล

การศึกษาเปรียบเทียบน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น เป็นเปรียบเทียบปริมาณของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้ และเปรียบเทียบสีและกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้ โดยผู้สังเกตและเปรียบเทียบโดยผู้ทำโครงงาน และผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยสรุปและอภิปรายผลดังนี้

๑. สรุปผลการการศึกษา ตามวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น
จากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างน้ำมันมะพร้าวที่สกัดโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น พบว่า น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน มีปริมาณน้ำมัน ๒๔๐ มิลลิลิตร สีเหลืองใส และมีกลิ่นหืน ส่วนน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีปริมาณน้ำมัน ๘๕ มิลลิลิตร สีขาวใส และไม่มีกลิ่นหืน แสดงว่าวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนทำให้ได้ปริมาณน้ำมันมะพร้าวมากว่าวิธีการสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดเย็น แต่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะมีสีขาวใสและไม่มีกลิ่นหืน

๒. อภิปรายผล
๑) น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนมีปริมาณน้ำมันมากกว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพราะว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนมีน้ำเจือปนอยู่ ซึ่งในขั้นตอนการสกัดร้อนไม่มีวิธีการแยกชั้นน้ำมันเพื่อแยกน้ำมีกลิ่นหมักออก และไม่มีการระเหยน้ำออกจากน้ำมันมะพร้าว สำหรับน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีขั้นตอนการแยกน้ำหมักออก และมีขั้นตอนการระเหยน้ำออกจากน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจึงไม่มีน้ำเจือปน และมีความบริสุทธิ์มากกว่าน้ำมันสกัดร้อน ปัจจุบันจึงนิยมใช้วิธีการสกัดเย็นมากกว่าวิธีการสกัดร้อนเพราะได้น้ำมันที่คุณภาพมากกว่าแต่ก็คงยังมีข้อเสียคือได้ปริมาณน้อยและต้นทุนสูง ทั้งนี้การเลือกใช้น้ำมันก็ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้และประโยชน์ที่ต้องการได้รับ
๒) น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนมีสีเหลืองใสและมีกลิ่นหืนเพราะในขั้นตอนการสกัดน้ำมันมะพร้าวดังกล่าว ผ่านความร้อนโดยการเคี่ยวกะทิให้งวดทำให้กากกะทิมีสีน้ำตาล ส่งผลให้น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนมีสีเหลือง เมื่อกรองเพื่อแยกกากกะทิออก น้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนจึงมีลักษณะใสขึ้น ส่วนกลิ่นหืนของน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อน เกิดขึ้นจาก การได้รับความร้อนขณะเคี่ยวกะทิ ทำให้โครงสร้างของน้ำมันเกิดการเปลี่ยนแปลง กลิ่นจึงเปลี่ยนแปลงคือมีกลิ่นหืนมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวลดลง อย่างไรก็ตาม กลิ่นหืนของน้ำมันดังกล่าวยังคงมีเพียงเล็กน้อยไม่ส่งผลเสียต่อรสชาดของอาหาร หากเก็บน้ำมันมะพร้าวชนิดนี้เป็นระยะเวลานานหรือเก็บไม่ถูกวิธี เช่น ไม่ปิดฝาให้สนิท น้ำมันมะพร้าวที่มีน้ำเจือปนอยู่จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้น้ำมันมีกลิ่นหืนได้ คนสมัยก่อนนำน้ำมันมะพร้าวสกัดร้อนไปใช้ในการปรุงอาหารในครัวเรือน
๓) น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีสีขาวใสและไม่มีกลิ่นหืน เพราะในขั้นตอนการสกัดน้ำมันดังกล่าวไม่มีขั้นตอนที่ผ่านความร้อนจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสีและกลิ่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจึงยังมีกลิ่นหอมละมุนอ่อน ๆ ของมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนี้นิยมนำไปใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางชนิดบำรุงผิว และนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่ม ชา กาแฟ หรือใช้แทนน้ำมันพืช เพื่อการควบคุมน้ำหนักและการดูแลสุขภาพกายให้ดีขึ้น เพราะน้ำมันสกัดเย็นเป็นกรดไขมันที่ย่อยง่ายกว่าไขมันชนิดอื่น เมื่อรับประทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะทำให้เรารู้สึกอิ่มง่าย และอิ่มนานกว่าปกติ นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะมีปริมาณแคลอรี่ต่ำกว่า อีกทั้งยังไปกระตุ้นให้ร่างกายของเราหลั่งสารเล็ปตินซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวที่จะคอยกระตุ้นให้เราหยุดทาน ดังนั้นหากรับประทานน้ำมันมะพร้าวควบคู่กับการออกกำลังกายจะส่งผลให้สุขภาพดีขึ้น

๓. ข้อเสนอแนะ
๑) การสกัดน้ำมันโดยวิธีการสกัดเย็นในครั้งนี้ เป็นเพียงการสกัดน้ำมันมะพร้าวที่ใช้มะพร้าวจำนวน ๑ กิโลกรัม ต่อน้ำ ๑ กิโลกรัมเท่านั้น จึงใช้เวลาในการสกัดน้อย หากต้องการสกัดน้ำมันมะพร้าวในปริมาณที่มากกว่านี้ ควรเพิ่มระยะเวลาในการหมัก เพื่อให้เกิดการแยกชั้นน้ำมันที่สมบูรณ์มากขึ้น
๒) อุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินงานครั้งนี้ เป็นการประยุกต์ใช้สิ่งใกล้ตัวและมีอยู่ในท้องถิ่น เป็นอุปกรณ์ที่ภูมิปัญญานิยมใช้ ข้อดีคือ หาง่าย สะดวกต่อการใช้งาน แต่ข้อเสียคือ ผลการทดลองที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง เช่น การวัดปริมาณของน้ำมันมะพร้าว ดังนั้นหากต้องการพัฒนาโครงงานหรือทำการวิจัยต่อไป จำเป็นต้องทราบผลที่มีความถูกต้องชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยและมีความเที่ยงตรงมากกว่าที่ใช้ในการดำเนินงานครั้งนี้









เอกสารอ้างอิง

ณรงค์ โฉมเฉลา. ๒๕๔๘. มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว. เอกสารวิชาการฉบับที่ ๑/๒๕๕๐.ชมรม
อนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวฯ.กรุงเทพฯ.
วิไลวรรณ ทวิชศรี. ๒๕๕๒. เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การผลิตน้ำมัน
มะพร้าวบริสุทธิ์และการทำผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว. ชุมพร : ศูนย์วิจัยพืชสวน
ชุมพร.
http://ranong.doae.go.th/Coconut.htm
http://blog.school.net.th/blogs/coconutvirgin.php
http://www.ismed.or.th/SME2/src/bin/controller.php













เข้าชม : 49865

การศึกษานอกระบบ 5 อันดับล่าสุด

      แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ 18 / ม.ค. / 2556
      สมุดบันทึกความดี 15 / ม.ค. / 2556
      โครงงานเรื่องผลการเปรียบเทียบน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีการสกัดร้อนและสกัดเย็น 15 / ม.ค. / 2556
      แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ 14 / ม.ค. / 2556
      แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง 29 / ธ.ค. / 2555




ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้ง ที่นี่ เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

 
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองหญ้าปล้อง  จังหวัดเพชรบุรี
ถนนหนองควง-เพชรเกษม  ตำบลหนองหญ้าปล้อง  อำเภอหนองหญ้าปล้อง  จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ ๐๓๒-๔๙๔๒๒๙โทรสาร  ๐๓๒-๔๙๔๒๒๙ Ammara_waw@hotmail.com   
nikorn@nfe7603.go.th
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.01