[x] ปิดหน้าต่างนี้
 

 

  

กศน.
งานวิจัยชั้นเรียน

พุธ ที่ 18 เดือน มกราคม พ.ศ.2555

 

งานวิจัย

 

 

เรื่อง

 

ผลการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๓ 

ของผู้เรียน  กศน. ตำบลท่าตะคร้อ  อำเภอหนองหญ้าปล้อง  จังหวัดเพชรบุรี

 

 

 

ผู้วิจัย   

นางสาวอมรา  ทับทิม      ครู  กศน. ตำบลท่าตะคร้อ

 

 

 

 

 

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองหญ้าปล้อง

สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดเพชรบุรี

 

 

งานวิจัย

 

เรื่อง        ผลการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 

             ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๓  ของผู้เรียน

             กศน. ตำบลท่าตะคร้อ  อำเภอหนองหญ้าปล้อง  จังหวัดเพชรบุรี

 

ผู้วิจัย       นางสาวอมรา  ทับทิม           ครู  กศน. ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง

 

ภูมิหลังของปัญหา

             วิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่เน้นให้ผู้เรียนรู้จักการคิดวิเคราะห์ เป็นการฝึกสมอง และแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล จากการสอนพบว่าผู้เรียน กศน.ตำบลท่าตะคร้อ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  จำนวน  ๒๖  คน  ไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์  ไม่ชอบคิดเลขหรือคิดได้ช้า ไม่กล้าเขียนตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์  จากการสอบถามผู้เรียน  พบว่า  ผู้เรียนไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์เนื่องจาก  ไม่ชอบคิดเลข  ไม่ชอบท่องสูตรคูณ  เคยเรียนคณิตศาสตร์ได้คะแนนต่ำมาก่อน  และไม่รู้ว่าเรียนแล้วจะนำไปใช้ประโยชน์อะไร  เป็นสาเหตุให้ผู้เรียนไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์  จึงเป็นที่มาของการทำวิจัยเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้ดีขึ้น  ทางเลือกที่คาดว่าจะแก้ปัญหาให้ผู้เรียนใช้แบบฝึกทักษะคำนวณเลขโดยเริ่มจากการบอกประโยชน์ของการเรียนคณิตศาสตร์  ปรับพื้นฐานการเรียนคณิตศาสตร์โดยเริ่มจากเรื่องที่ง่าย ๆ  ได้แก่  การหาค่าจำนวนเต็ม  เศษส่วน  ฝึกเล่นเกมคณิตศาสตร์ที่ง่าย ๆ  แล้วให้ผู้เรียนทำแบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  และมีเฉลยไว้สำหรับการค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

๑.      เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ของผู้เรียน กศน.ตำบลท่าตะคร้อ

๒.      เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียน  กศน.ตำบลท่าตะคร้อ

ให้สูงขึ้น

 

 

สมมติฐานการวิจัย

             ถ้าใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กับผู้เรียน จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียน  กศน.ตำบลท่าตะคร้อ  ให้สูงขึ้น

 

ขอบเขตการวิจัย

             ประชากร  ได้แก่  ผู้เรียนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๓  ของ กศน.ตำบลท่าตะคร้อ จำนวน ๒๖ คน

             กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  ผู้เรียนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๓  ของ กศน.ตำบลท่าตะคร้อ จำนวน ๑๕ คน            โดยคัดเลือกจากผู้เรียนที่สมัครใช้ชุดฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์

             ตัวแปรต้น  ได้แก่  การใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ของผู้เรียน กศน.ตำบลท่าตะคร้อ

             ตัวแปรตาม  ได้แก่  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียน  กศน.ตำบล    ท่าตะคร้อให้สูงขึ้น

             นวัตกรรม  ได้แก่  แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ของผู้เรียน กศน.ตำบลท่าตะคร้อ

             ระยะเวลา  ตั้งแต่วันที่  ๑๖  กุมภาพันธ์  ..  ๒๕๕๔  ถึง  ๑๕  มีนาคม  ..  ๒๕๕๔ 

 

นิยามศัพท์เฉพาะ

             แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  คือ  การพัฒนาแบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  โดยผู้วิจัยได้สร้างขึ้น  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ของผู้เรียน  กศน.ตำบล    ท่าตะคร้อให้สูงขึ้น  ซึ่งการสร้างแบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์นั้น  เป็นการให้ผู้เรียนฝึกคำนวณคณิตศาสตร์ในเรื่องที่ง่าย ๆ  ได้แก่  การหาค่าจำนวนเต็ม  เศษส่วน  ฝึกเล่นเกมคณิตศาสตร์ที่ง่าย ๆ  และมีเฉลยไว้สำหรับการค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง

 

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

๑.      พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.  ๒๕๔๕

๒.      การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

๓.      แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่

๔.      หลักสูตรรายวิชาคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

๕.      การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์

๖.      แบบฝึกทักษะ

๗.      งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๔๒  และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒)   พ.ศ.  ๒๕๔๕

              พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๔๒  และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่  ๒) พ.ศ.  ๒๕๔๕  ได้กล่าวไว้ในหมวดที่  ๔ ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา  โดยกล่าวถึงหลักการสำคัญของ           การจัดกระบวนการเรียนการสอน (มาตรา  ๒๒)  ซึ่งรวมถึงจุดมุ่งหมายและเนื้อหาสาระของหลักสูตร  (มาตราที่  ๒๓  และ  ๒๗)  กระบวนการจัดการเรียนการสอน  (มาตรา ๒๔)  การประเมินผลการเรียนรู้  (มาตรา  ๒๕,๒๗,๒๘,๒๙  และ  ๓๐)  สาระสำคัญคือ  การจัดการเรียนการสอนต้องเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน/ประสบการณ์การเรียนรู้  จุดมุ่งหมายและเนื้อหาสาระของหลักสูตร  กระบวนการเรียนรู้  การประเมินผลการเรียนรู้ที่หลากหลาย  และการส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู้  (วันชัย  ดนัยตโมนุท,  ๒๕๔๓ :๑๐-๑๒)

 

๒.     การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

             การพัฒนาประเทศท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเกินกว่าจะคาดการณ์ได้แน่นอนทั้งภาคเศรษฐกิจ  การเมือง  การปกครอง  สังคม  และวัฒนธรรมล้วนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งมวล  ประเทศต่าง ๆ  พยามยามที่จะปฏิรูป  หรือปรับเปลี่ยนระบบหรือกลไกทางสังคมต่าง ๆ  เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์  ให้นำพาสังคมไปสู่ความมั่นคง  ยั่งยืน  สำหรับประเทศไทย  การพัฒนาประเทศทุกขั้นตอนต้องอาศัยความรอบรู้  รอบคอบเป็นไปตามลำดับขั้นตอน  และความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทย  รวมทั้งการเสริมสร้างศีลธรรมและสำนึกในคุณธรรม  จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่  และดำเนินชีวิตด้วยความเพียร  อันจะเป็นภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี  ดังนั้นจะเห็นว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคส่วนในสังคมและมุ่งให้  คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา  ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  การปกครอง  และสิ่งแวดล้อม  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน  จากความมุ่งหมายและหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ในหมวด ๑ มาตรา ๖ ว่าด้วยการจัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

             หลักการ

                     หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑  กำหนดหลักการไว้ดังนี้

                     .  เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้  เวลาเรียน  และการจัดการเรียนรู้  โดยเน้นการบูรณาการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต  ความแตกต่างของบุคคล  และชุมชน  สังคม

                     .  ส่งเสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ  และการศึกษาตามอัธยาศัย

                     .  ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  โดยตระหนักว่าผู้เรียนมีความสำคัญ  สามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

                     .  ส่งเสริมให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

             จุดหมายของหลักสูตร

                     หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช ๒๕๕๑  มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณธรรม  จริยธรรม  มีสติปัญญา  มีคุณภาพชีวิตที่ดี  มีศักยภาพในการประกอบอาชีพและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ต้องการ  จึงกำหนดจุดหมาย  ดังต่อไปนี้

                     .  มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง สันติสุข

                     .  มีความรู้พื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

                     .  มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและตามทันความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

                     .  มีทักษะการดำเนินชีวิตที่ดี และสามารถจัดการกับชีวิต ชุมชน สังคม ได้อย่างมีความสุขตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                     .  มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทย โดยเฉพาะภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญาไทย ความเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนา

                     .  มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                     .  เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และบูรณาการความรู้มาใช้ในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

             กลุ่มเป้าหมาย

                     ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบโรงเรียน

             ระดับการศึกษา

                     มัธยมศึกษาตอนปลาย

             สาระการเรียนรู้

                     สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย    สาระ  ดังนี้

๑.  สาระทักษะการเรียนรู้  เป็นสาระเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง  การใช้แหล่งเรียนรู้   การจัดการความรู้  การคิดเป็น  และการวิจัยอย่างง่าย

.  สาระความรู้พื้นฐาน  เป็นสาระเกี่ยวกับภาษาและการสื่อสาร  คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยี

๓.  สาระการประกอบอาชีพ  เป็นสาระเกี่ยวกับการมองเห็นช่องทาง  และการตัดสินใจประกอบอาชีพ  ทักษะในอาชีพ  การจัดการอาชีพอย่างมีคุณธรรม  และการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคง

๔.  สาระทักษะการดำเนินชีวิต  เป็นสาระเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  สุขภาพอนามัยและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต  ศิลปะและสุนทรียภาพ

๕.  สาระการพัฒนาสังคม  เป็นสาระที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์  ประวัติศาสตร์  เศรษฐศาสตร์  การเมือง  การปกครอง  ศาสนา  วัฒนธรรม  ประเพณี  หน้าที่พลเมือง  และการพัฒนาตนเอง  ครอบครัว  ชุมชน  สังคม

             กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต

                     กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาตนเอง  ครอบครัว  ชุมชน  สังคม

             มาตรฐานการเรียนรู้

                     หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑  กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้  ตามสาระการเรียนรู้ทั้ง  ๕ สาระ  ที่เป็นข้อกำหนดคุณภาพของผู้เรียน  ดังนี้

                     ๑.  มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน   เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละสาระการเรียนรู้    เมื่อผู้เรียนเรียนจบหลักสูตร    การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑ 

                     ๒.  มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ  เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละสาระการเรียนรู้             เมื่อผู้เรียนเรียนจบในแต่ละระดับ  ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑ 

             เวลาเรียน

                     ในแต่ละระดับใช้เวลาเรียน    ภาคเรียน  ยกเว้นกรณีที่มีการเทียบโอนผลการเรียน  ทังนี้ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเรียนในสถานศึกษาอย่างน้อย    ภาคเรียน 

             หน่วยกิต

                     ใช้เวลาเรียน  ๔๐  ชั่วโมง  มีค่าเท่ากับ    หน่วยกิต 

 

๓.     แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่

             โนลล์ (Malcolm S. Knowles) ได้สรุปพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่สมัยใหม่ (Modern Adult Learning Theory) ซึ่งมีสาระสำคัญต่อไปนี้ (Knowles.๑๙๗๘. p ๓๑ อ้างอิงจาก  สุวัฒน์  วัฒนวงศ์.  ๒๕๔๗: ๒๔๘-๒๔๙)

             . ความต้องการและความสนใจ (Needs  and  Interests)   ผู้ใหญ่จะถูกชักจูงให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี ถ้าหากตรงกับความต้องการและความสนใจในประสบการณ์ที่ผ่านมา   เขาก็จะเกิดความพึงพอใจ  เพราะฉะนั้นควรจะมีการเริ่มต้นในสิ่งเหล่านี้อย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมทั้งหลายเพื่อให้ผู้ใหญ่เกิดการเรียนรู้นั้นต้องคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วยเสมอ

             . สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่ (Life Situation) การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะได้ผลดีถ้าหากถือเอาตัวผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอน (Life-Centered)  ดังนั้น การจัดหน่วยการเรียนที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  ควรจะยึดถือเอาสถานการณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่เป็นหลักสำคัญ  มิใช่ยึดที่ตัวเนื้อหาวิชาทั้งหลาย

             . การวิเคราะห์ประสบการณ์ (Analysis  of  Experience) เนื่องจากประสบการณ์เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ ดังนั้น  วิธีการหลักสำคัญของการศึกษาผู้ใหญ่ก็คือ  การวิเคราะห์ถึงประสบการณ์ของผู้ใหญ่แต่ละคนอย่างละเอียดว่ามีส่วนไหนของประสบการณ์ที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้บ้าง  แล้วจึงหาทางนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

             . ผู้ใหญ่ต้องการเป็นผู้นำตนเอง (Self-Directing) ความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกของผู้ใหญ่ก็คือ  การมีความรู้สึกต้องการที่จะสามารถนำตนเองได้  เพราะฉะนั้นบทบาทของครูจึงอยู่ในกระบวนการสืบหาหรือค้นหาคำตอบร่วมกันกับผู้เรียน (Mutual  Inquiry)  มากกว่าการทำหน้าที่ส่งผ่านหรือเป็นสื่อสำหรับความรู้  แล้วทำหน้าที่ประเมินผลว่าเขาคล้อยตามหรือไม่เพียงเท่านั้น
             . ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual  Difference)  ความแตกต่างระหว่างบุคคลจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละบุคคลเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น  เพราะฉะนั้นการสอนนักศึกษาผู้ใหญ่จะต้องจัดเตรียมการในด้านนี้อย่างดีพอ เช่น รูปแบบของการเรียนการสอน (Style) เวลาที่ได้ทำการสอน สถานที่สอน และประการสำคัญ คือ  ความสามารถในการเรียนรู้ในแต่ละขั้นของผู้ใหญ่ ย่อมเป็นไปตามความสามารถของผู้ใหญ่แต่ละคน (Pace  of  Learning)

             ขั้นตอนการเรียนรู้ของบุคคล

             กระบวนการเรียนรู้ของบุคคลนั้น  เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์กันของ    ขั้นตอนที่สำคัญ  คือ  ความต้องการ  ข้อมูล-ข้อสนเทศ  การทดสอบ-ผลสะท้อน  และการประยุกต์  ดังนี้

             ขั้นตอนที่ ๑ : ความต้องการในการเรียนรู้    เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่จะต้องทราบว่าบุคคลนั้นต้องการจะเรียนอะไร  ต้องการประสบความสำเร็จในสิ่งใด  ต้องการค้นหาคำตอบหรือแก้ปัญหาในเรื่องใด เช่น  ต้องการเรียนรู้ศิลปะการเป็นวิทยากร  เป็นต้น

             ขั้นตอนที่ ๒ : การรวบรวมข้อมูล-ข้อสนเทศ  สิ่งเหล่านี้บุคคลจะเก็บรวบรวมตั้งแต่โรงเรียน  จากวิชาต่าง ๆ   เป็นการเรียนในระบบโรงเรียน และบางส่วนได้รับจากการเรียนรู้ตามอัธยาศัย หรือการเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ  โดยจะได้รับจากที่บ้าน หรือสถานที่ทำงาน  เช่น  จากการอ่านหนังสือพิมพ์  การเล่นกีฬาหรือดนตรี  การชมโทรทัศน์ รับฟังรายการวิทยุ  เป็นต้น

             ขั้นตอนที่ ๓ : การทดสอบและผลสะท้อน   จากการทดลองในการพยายามเรียนเรื่องใดในการเรียนของบุคคล   เช่น   การทดสอบฝีมือทางด้านอาชีพต่าง ๆ  เป็นต้น

             ขั้นตอนที่ ๔ : การประยุกต์และปฏิกิริยาตอบสนอง เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ข้อสนเทศที่ผู้เรียนได้จากสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเขาอาจจะได้ประเมินดูถึงผลลัพธ์จากการทดสอบ  หรือผลลัพธ์จากการพยายามค้นหาคำตอบ  การประยุกต์ใช้ความรู้จากสิ่งที่เรียนรู้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ ๆ  ถ้าหากทักษะการเรียนรู้ได้นำไปเกี่ยวพันกับการปฏิบัติในทักษะใหม่ ๆ และสามารถถ่ายโอนทักษะนั้น ๆ ไปสู่การเรียนรู้ใหม่ ๆ เช่น  การขับรถได้ด้วยตนเอง  การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการทำงานได้ด้วยตนเอง  เป็นต้น

             หลักการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่  ๑๐  ประการ 

                     สุวัฒน์   วัฒนวงศ์  (๒๕๔๗-๒๖ได้ให้แนวคิดไว้ว่า การเรียนรู้ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ อาจเกิดขึ้นได้มากกว่าหรือดีกว่าในอีกสถานการณ์หนึ่ง   ซึ่งในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลักการและทฤษฎีการเรียนรู้    อันเป็นแนวทางที่นักการศึกษาและวิทยากรการฝึกอบรมควรจะได้คำนึงถึง  ซึ่งองค์ประกอบหรือหลักการ  ๑๐  ประการ ที่จะมีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ และจะเป็นการช่วยให้การฝึกอบรมประสบความสำเร็จด้วยดี  ปัจจัยที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่เหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมากในการเรียนรู้และการฝึกอบรมผู้ใหญ่  โดยจะคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 

                     . ควรพิจารณาและให้ความสำคัญกับแรงจูงใจในการเรียน (Motivation to Learn)

                     . สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ (Learning   Environment) ต้องมีความสะดวก สบาย  เหมาะสม  ตลอดจนได้รับความไว้วางใจและการให้เกียรติผู้เรียนหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรม

                     . ควรคำนึงถึง ความต้องการในการเรียน ของแต่ละบุคคล และ รูปแบบของการเรียนรู้  (Learning  Styles)

                     . ต้องคำนึงถึง ความรู้เดิมและประสบการณ์ (Experience) อันมีคุณค่า

                     . ควรได้พิจารณาถึงการดูแล  และให้ความสำคัญกับ เนื้อหาและกิจกรรมในการเรียนรู้ (Learning   Content  and  Activities)

                     . ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ ปัญหาที่สอดคล้องกับความจริง (Realistic Problem)  และนำการเรียนรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา

                     . ต้องให้การเอาใจใส่กับการมีส่วนร่วมทั้งทางด้าน สติปัญญา และทางด้านร่างกาย  ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

                     . ควรให้มี เวลาอย่างเพียงพอ ในการเรียนรู้โดยเฉพาะ  การเรียนรู้ข้อมูลใหม่ การฝึกทักษะใหม่ ๆ และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ

                     . ให้โอกาสในการ ฝึกภาคปฏิบัติจนเกิดผลดี  หรือ  การนำความรู้ไปประยุกต์ได้

                     ๑๐. ให้ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพ  หรือสมรรถภาพในการเรียนรู้  จนกระทั่งเขาได้แลเห็นถึงความก้าวหน้าว่า สามารถบรรลุเป้าหมาย ได้ 

             วิธีการสอนผู้ใหญ่  (Teaching  Methods) 

                     จาร์วิส  ได้จำแนกวิธีการสอนผู้ใหญ่ออกเป็น    ประเภทด้วยกัน  คือ  วิธีการสอนโดยใช้ครูเป็นศูนย์กลาง  วิธีการสอนโดยใช้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง  และวิธีการสอนโดยใช้นักศึกษาเป็นศูนย์กลางรายบุคคล (Jarvis. ๑๙๘๓. pp ๑๓๐-๑๕๖  อ้างอิงจาก สุวัฒน์   วัฒนวงศ์. ๒๕๔๗)

                     . วิธีการสอนโดยใช้ครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher-Centered Methods)  เป็นวิธีการที่มีครูผู้สอนหรือวิทยากรทำหน้าที่เป็นผู้นำและผู้ดำเนินการ จัดเป็นวิธีการสอนที่จะพยายามให้ความรู้  ข้อมูลและข้อเท็จจริงแก่ผู้เรียนหรือผู้เข้าอบรมเป็นสำคัญ  โดยอาจมีการใช้ศิลปะในการตั้งคำถามของครูหรือวิทยากร เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการสนองตอบในการเรียน  อย่างไรก็ตามผู้สอนบางคนหรือในการสอนบางครั้งก็ไม่สามารถใช้เทคนิคในการตั้งคำถามได้   ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าไม่มีเวลา หรือเป็นเพราะว่าผู้เรียนมีจำนวนมากจนไม่สามารถที่จะถามได้อย่างทั่วถึงทุกคน
             . วิธีการสอนโดยใช้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง  (Student-Centered  Methods)  

เป็นวิธีการสอนที่มีลักษณะที่ผู้เรียนสามารถจะเรียนรู้ร่วมกันในระหว่างพวกเขากันเองเป็นส่วนใหญ่   ทั้งนี้ก็จะเป็นการนำเอาความรู้จากประสบการณ์ของผู้เรียนมาสู่สถานการณ์การเรียนการสอนด้วยเพื่อน (Peer Teaching)  แต่ก็มีบางคนกล่าวแย้งว่าวิธีการสอนแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับคนตาบอดจูงนำทางคนตาบอดด้วยกัน”  อย่างไรก็ตาม  ความจริงแล้วก็มีความรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้เรียนเองสามารถจะเป็นแหล่งความรู้ได้อย่างดี  ซึ่งกรณีนี้ครูผู้สอนก็จะทำหน้าที่เป็น ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator)” 

             . วิธีการสอนโดยใช้นักศึกษาเป็นศูนย์กลางรายบุคคล (Individual Student-Centered  Methods)   เป็นวิธีการที่มีทั้งส่วนคล้ายและแตกต่างจากแบบที่ ๒ ทั้งนี้เป็นวิธีการสอนซึ่งเน้นเฉพาะผู้เรียนแต่ละบุคคลเท่านั้น  เพื่อผู้เรียนจะสามารถนำไปใช้ให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับตนเอง  โดยมีลักษณะที่หลากหลายในวิธีการเรียน  จากการเลือกเรียนด้วยตนเอง (Self-selected  Learning)  หรือการให้ผู้สอนกำหนดกิจกรรมได้

             หลักการจัดฝึกอบรมให้กับผู้ใหญ่

                     ลักษณะการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ที่รวบรวมไว้ มีดังนี้ (จงกลนี ชุติมาเทวินทร์. ๒๕๔๒)

                            . ผู้ใหญ่ไม่ต้องการถูกปฏิบัติเหมือนกับตนเองเป็นเด็ก  เพราะผู้ใหญ่สามารถที่จะรับผิดชอบได้  เคารพตนเอง  และกำหนดวิถีของตนเอง

                            . ผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากมายหลายอย่างที่สามารถจะนำเอามาใช้ได้ในการอบรม 

                            . ผู้ใหญ่มักจะไม่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่มีเนื้อหามาก ๆ หรือการที่จะต้องจดจำข้อเท็จจริง  หรือตัวเลขที่มากมาย  หรือการพูดถึงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว  แต่ผู้ใหญ่จะต้องแสวงหาสิ่งที่แท้จริง  และคุณค่าในด้านอื่น ๆ ด้วย

                            . ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสภาพการณ์ที่น่ารื่นรมย์

                            . ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้เร็วกว่า หากได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมในการอบรม  โดยเฉพาะหากมีการทำจริงปฏิบัติจริง  แทนที่จะเป็นการนั่งฟังการบรรยายเพียงอย่างเดียว

                            . ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้ดี  เมื่ออยู่ในสภาพที่พร้อมและพอใจที่จะเรียน 

                            . ผู้ใหญ่จะเรียนรู้ได้เร็วที่สุดโดยหลัก ความเกี่ยวพันธ์กัน”  ซึ่งหมายถึง  ทุกข้อเท็จจริง  ทุกแนวคิด  และความคิดรวบยอดทั้งหลายนั้นจะสามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุด  เมื่อสิ่งเหล่านี้เกี่ยวโยงกับสิ่งที่เคยรู้หรือมีประสบการณ์มาแล้ว

                            . การเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้ค้นพบตัวเอง  เรียนรู้ด้วยตนเอง  จะเป็นกิจกรรมที่แต่ละคนสามารถรับผิดชอบด้วยตัวเอง  ในสัดส่วนเวลาของตนเอง  โดยมีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้คอยแนะนำ  ซึ่งการเรียนโดยวิธีนี้ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดี 

                            . ผู้ใหญ่แต่ละคนเรียนรู้ได้เร็วหรือช้าในอัตราก้าวกระโดดที่แตกต่างกัน  และในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีปัจจัยทางด้านจิตวิทยาและทางด้านร่างกาย  เป็นตัวกำหนดขีดความสามารถทางด้านการเรียนรู้ 

                            ๑๐. สำหรับผู้ใหญ่แล้ว การเรียนรู้คือกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  คือสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด   ผู้ใหญ่จึงมีความรู้มาก ซึ่งจะมีความหมายว่าบางคนอาจจะมีประสบการณ์มากกว่าวิทยากรหรือผู้สอน  หรืออาจจะมีความรู้ในบางเรื่องมากกว่าผู้สอนก็ได้  รวมทั้งอาจจะมีความรู้มากกว่าผู้เข้าร่วมอบรมในกลุ่มเดียวกัน

                            ๑๑. ผู้ใหญ่ชอบเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ขณะที่การใช้ภาษาท่าทาง  และสื่อทัศนูปกรณ์ที่หลากหลายจะมีผลต่อการเรียนรู้มากกว่าสื่อที่เป็นภาษาเขียน

                            ๑๒. ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่จะมีความรู้สึกทางด้านเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีค่อนข้างมาก   แต่ผู้ใหญ่ก็ยังมีความพอใจและความอบอุ่นใจที่ได้รับการยกย่องเช่นเดียวกับเด็ก ๆ

                            ๑๓. กระบวนการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะได้ผลดีมากที่สุด   เมื่อการเรียนรู้นั้น ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานปัจจุบันได้

                            ๑๔. กระบวนการอบรมให้ผู้ใหญ่   ควรเริ่มต้นจากภาพรวมก่อน   ต่อจากนั้นจึงระบุทีละส่วนทีละขั้นตอน  จากนั้นจึงตามด้วยการแสดงให้เห็นภาพรวมอีกครั้ง

                            ๑๕. นอกจากความสามารถของผู้ใหญ่แต่ละคนจะแตกต่างกันแล้ว ความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันด้วย ทั้งในเรื่องของทักษะเฉพาะ  ความรู้  เทคนิค  ทัศนคติ  และประสบการณ์

                            ๑๖. อัตราการหลงลืมของผู้ใหญ่   อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและในทันทีหลังการอบรมได้ 

                            ๑๗. ทุกสิ่งทุกอย่างอาจง่ายต่อการเรียนรู้และการยอมรับของผู้ใหญ่  ถ้าหากการกระทำนั้นหรือสิ่งนั้นไม่ขัดกับสิ่งที่ได้เคยเรียนรู้  หรือเคยมีประสบการณ์มาก่อน

 

.  หลักสูตรรายวิชาคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

             เป้าหมายการเรียนรู้

                     แก้ปัญหาด้วยกระบวนการและเหตุผลทางคณิตศาสตร์เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  เป็นคนช่างคิด  ช่างริเริ่มสร้างสรรค์  มีระบบ  มีระเบียบในการคิด  ปฏิบัติการคิด  กระบวนการและเหตุผลคณิตศาสตร์ตามขั้นตอนที่ถูกต้องจนเป็นลักษณะนิสัย

 

 

             มาตรฐานการเรียนรู้ระดับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

                     มาตรฐานที่ ๒.๒  มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                            มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับจำนวนและการดำเนินการ เลขยกกำลังที่มีเลข  ชี้กำลังเป็นจำนวน  ตรรกยะ เซต และการให้เหตุผล อัตราส่วนตรีโกณมิติ และการนำไปใช้ การใช้เครื่องมือและการออกแบบผลิตภัณฑ์ สถิติเบื้องต้นและความน่าจะเป็น

                     ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

                            ๑.  ระบุหรือยกตัวอย่างเกี่ยวกับจำนวนและการดำเนินการ เลข  ยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเป็นจำนวนตรรกยะ เซต และการให้เหตุผล อัตราส่วนตรีโกณมิติ  การใช้เครื่องมือและการออกแบบผลิตภัณฑ์ สถิติเบื้องต้นและ  ความ น่าจะเป็น

                            ๒.  สามารถคิดคำนวณและแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนจริง เลขยกกำลัง อัตราส่วนตรีโกณมิติ สถิติและความน่าจะเป็น

             ศึกษาและฝึกทักษะเกี่ยวกับเรื่อง

                     จำนวนและการดำเนินการ  จำนวนจริง สมบัติของจำนวนจริงเกี่ยวกับการบวกและการคูณ สมบัติการเท่ากัน และการไม่เท่ากัน ค่าสัมบูรณ์

                     เลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเป็นจำนวนตรรกยะ  การบวก  การลบ  การคูณ  การหาร  จำนวนที่มีเลขชี้กำลังเป็นจำนวนตรรกยะ และจำนวนจริงที่อยู่ในรูปกรณฑ์

                     เซต การดำเนินการของเซต แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์และการแก้ปัญหา

                     การให้เหตุผลแบบอุปนัยและนิรนัย การอ้างเหตุผล

                     อัตราส่วนตรีโกณมิติและการนำไปใช้ อัตราส่วนตรีโกณมิติ อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุม ๓๐° ๔๕° และ ๖๐° การนำอัตราส่วนตรีโกณมิติไปใช้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการหาระยะทางและความสูง

                     การใช้เครื่องมือและการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างรูปทางเรขาคณิตโดยใช้เครื่องมือและการออกแบบผลิตภัณฑ์

                     สถิติเบื้องต้น การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น การหาค่ากลางของข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐานและฐานนิยม และการนำเสนอข้อมูล

                     ความน่าจะเป็น กฎเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับการนับ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์

             การจัดประสบการณ์การเรียนรู้

                     จัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ในชีวิตประจำวันให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า โดยการปฏิบัติจริง ทดลอง สรุป รายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ/กระบวนการในการคิดคำนวณ  การแก้ปัญหาการให้เหตุผล การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และนำประสบการณ์ด้านความรู้ ความคิด ทักษะกระบวนการที่ได้ไปใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งเห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ สามารถทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชื่อมั่น  ในตนเอง

             การวัดและประเมินผล 

                     ใช้วิธีการที่หลากหลายตามสภาพความเป็นจริงให้สอดคล้องกับเนื้อหาและทักษะที่ต้องการวัด 

 

.  การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์

             คณิตศาสตร์มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  (๒๔๙๓: ๒๒๒ดังนี้  คณิต (คะนิด) น. การนับ, การคำนวณ , วิชาคำนวณ มักใช้เป็นคำหลังของวิชาบางประเภท เช่น พีชคณิต เรขาคณิต คณิตศาสตร์  ความหมายตามลักษณะการเรียนรู้ในปัจจุบัน

             คณิตศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยการคำนวณเกี่ยวกับการบวก การลบ การคูณและการหารของจำนวน เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการคิด เป็นภาษา เป็นวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นตรรกวิทยา และเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

             ธรรมชาติของคณิตศาสตร์  ผู้ศึกษาคณิตศาสตร์ควรเรียนรู้และเข้าใจในระบบคณิตศาสตร์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ผู้ศึกษานำไปประยุกต์ในการเรียนรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้น  ธรรมชาติของคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่สร้างสรรค์จิตใจของมนุษย์ ซึ่งเกี่ยวกับความคิดกระบวนการ และเหตุผล คณิตศาสตร์เป็นความรู้พื้นฐานในการดำรงชีวิตและมุ่งให้ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ธรรมชาติของคณิตศาสตร์มี     ลักษณะ คือ  ลักษณะเป็นนามธรรม เนื้อหาบางเรื่องก็ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ แต่ปัจจุบันเราสามารถใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย  และเนื้อหามีลักษณะเหมือนบันไดเวียน จะต่อเนื่องกัน การจะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องใดผู้เรียนจะต้องมีพื้นฐานที่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้  คณิตศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งที่สำคัญต่อมนุษย์มาก ในแง่ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน นับตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าไปกระทั่งเข้านอนในตอนกลางคืน บุคคลต้องเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ตลอดเวลา

             วิธีการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์

                     . การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสรุปมโนมติได้ด้วย ตนเอง เน้นกระบวนการคิดและยุทธวิธีการคิดอย่างหลากหลาย

                     . การใช้สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและน่าสนใจ ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน สามารถลดเวลา การสอนของครู ทำให้นักเรียนมีเวลาในการปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การใช้เครื่องคิดเลข กราฟิก การใช้สื่อแผ่นโปร่งใสในการสรุปสาระสำคัญ การผลิตชุดกิจกรรม การใช้เกมและเพลงประกอบ การเรียนการสอน

                     . การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี โดยจัดให้มีห้องปฏิบัติการคณิตศาสตร์สำหรับใช้จัดกิจกรรมการเรียน การสอน และการให้ความเป็นกันเองกับนักเรียน ช่วยให้นักเรียนเรียนคณิตศาสตร์อย่างมีความสุข

                     . การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) เน้นกระบวนการเรียนการสอนควบคู่กับการวัดและประเมินผล มุ่งให้นักเรียนชื่นชมในผลงานของตนเอง

                     . กิจกรรมเสริมคณิตศาสตร์ทั้งในและนอกชั้นเรียน เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ รู้จัก ใช้เวลาว่างเพื่อศึกษาคณิตศาสตร์ ในแง่มุมที่นักเรียนสนใจ โดยครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะ  (ถนอมเกียรติ งานสกุล  , ๒๕๔๒)

 

.  แบบฝึกทักษะ

             ความหมายของแบบฝึกทักษะ

                     วรรณ  แก้วแพรก (๒๕๒๖)  ได้ให้ความหมายแบบฝึกทักษะ  คือ แบบฝึกหัดที่ครูจัดให้ผู้เรียน  เพื่อให้นักเรียนได้มีทักษะเพิ่มขึ้น  โดยการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความสนใจและพอใจหลังจากนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องนั้นๆ  มาบ้างแล้ว  ถ้านักเรียนได้ทำแบบฝึกทักษะหลายครั้งหลายหน พฤติกรรมของนักเรียนจะเปลี่ยนไป ๓  ประการคือ

                     ๑)  คล่องแคล่วรวดเร็วขึ้น

                     ๒)  ถูกต้องแม่นยำขึ้น

                     ๓) ทำได้อย่างเป็นอัตโนมัติ

                     ลักษณะ  ๓ ประการนี้  คือ องค์ประกอบการคิด  การพูด  และการกระทำที่เป็นทักษะ

                 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(๒๕๓๗) ได้กล่าวถึงแบบฝึกทักษะว่า เป็นสื่อการเรียนประเภทหนึ่งสำหรับให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  และทักษะเพิ่มขึ้น  ส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกหัดอยู่ท้ายบทเรียน  ในบางวิชาแบบฝึกหัดจะมีลักษณะเป็นแบบฝึกปฏิบัติ

                 ชาญชัย  อาจิณสมาจาร (๒๕๔๐)  ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน  ที่จะให้นักเรียนทำอะไร  ทำให้สำเร็จแล้ว  ผลที่ได้เป็นอย่างไร ในอดีตแบบฝึกถูกมองว่าเป็นการบ้าน ปัจจุบันเป็นงานที่ทำในชั้นเรียนหรือที่บ้านเป็นบทเรียนที่ต้องฝึกและเรียนรู้  เป็นโครงการที่ต้องทำให้สำเร็จ  เป็นคำถามที่ต้องตอบหรือทบทวนการเรียนที่ผ่านมากิจกรรมเหล่านี้เป็นหนึ่งของวงจรการเรียนการสอน

                 แบบฝึกทักษะ หมายถึง ชุดเสริมการเรียนรู้ ที่ครูสร้างขึ้นเพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทบทวนเนื้อหาที่เรียนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียน ที่ได้เรียนรู้มาแล้ว ซึ่งเป็นการฝึกทักษะและเสริมความชำนาญและฝึกกระบวนการคิดมากขึ้น

             ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ

                     ชาญชัย  อาจิณสมาจาร (๒๕๔๐)  กล่าวถึงแบบฝึกที่เป็นวิถีทางที่สำคัญในการกระตุ้นและนำกิจกรรมการเรียนรู้ภายในหรือภายนอกชั้นเรียน  ช่วยสร้างเจตคติที่ดีสู่งานที่จะทำให้นักเรียนภูมิใจในความสำเร็จ  สามารถกระตุ้นให้นักเรียนทำให้ดีกว่าและพัฒนาอุปนิสัยการเรียนการสอนแบบเป็นเอกเทศ

                     มะลิ  อาจวิลัย (๒๕๔๐) ได้ให้ทรรศนะประโยชน์และความสำคัญของแบบฝึกทักษะที่ดี  มีประสิทธิภาพช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี  แบบฝึกทักษะที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญของครู  ทำให้ครูลดภาระการสอนลงได้  ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่  และเพิ่มความเข้าใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี

                     อดุลย์  บุญปลื้ม (๒๕๓๙)  ได้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า  แบบฝึกช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น  ช่วยให้การเรียนรู้เกิดความสนุกสนาน คงทน  ผู้เรียนสามารถรู้ข้อบกพร่องและความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนำแบบฝึกหัดมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองหลังจากที่ได้เรียนมาแล้ว  นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาในการสอนของครูอีกด้วย

             ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ

                     วรรณ  แก้วแพรก  (๒๕๒๖)  ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของแบบฝึกที่นักเรียนได้รับเพิ่มเติม  ดังนี้

                             ๑)  เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับคำที่ได้เรียนไปแล้วในแบบเรียน

                            ๒)  เพื่อให้นักเรียนได้รู้คำที่นอกเหนือไปจากแบบ  ซึ่งเป็นคำที่ครูเห็นว่าเหมาะกับวัยและความสามารถของนักเรียน

                            ๓)  เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักคำ  เข้าใจความหมายของคำ  และมีทักษะในการใช้คำสูงขึ้นตามวัย และระดับชั้นของผู้เรียน

                     มะลิ  อาจวิชัย (๒๕๔๐)  กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะว่า  แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ  ช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี  แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญสำหรับครู  ทำให้ลดภาระการสอนลงได้ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี

                     จากประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ  สรุปได้ว่ามีประโยชน์ในการทบทวนบทเรียนที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วเพื่อความชำนาญและฝึกประสบการณ์ภาษา  ทำให้ผู้เรียนได้ทราบจุดที่ยังบกพร่องพร้อมแก้ไขชิ้นงานได้ทันท่วงที

 

. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

             ทุติยา  จันทร์ปลอด, ๒๕๕๐  การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์   และความสามารถในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์สู่โลกจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่   ที่ได้รับการสอนแบบปฏิบัติการกับการสอนแบบปกติ  วัตถุประสงค์การวิจัย  คือ  เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เรื่องทศนิยมและเศษส่วน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑  ที่ได้รับการสอนแบบปฏิบัติการ  เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เรื่องทศนิยมและเศษส่วน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑  ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปฏิบัติการ และกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปกติ

เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์สู่ชีวิตจริงของ   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑  ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปฏิบัติการ และกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบปกติ

             ผกาวรรณ  เอกวัฒ, ๒๕๕๒  รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔    มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อ ๑) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๗๕/๗๕  ๒)  เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร  ๓)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔    ผลการศึกษา พบว่า  ๑.  ค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในขั้นการทดลองเดี่ยว  มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ  ๗๔.๑๒/๗๐.๐๐  ค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในขั้นการทดลองกลุ่มย่อย  มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ  ๗๘.๖๖ / ๗๖.๓๙  ค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในขั้นการทดลองภาคสนาม มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ  ๘๖.๖๑/๘๖.๓๓  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ๗๕/๗๕   และค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในการนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ  ๘๗.๑๖/๘๗.๐๕   ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ๗๕/๗๕  เช่นกัน  ๒. หลังการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ นักเรียนมีทักษะการคิดคำนวณสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕  ๓. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔   อยู่ในระดับมาก (  = ๔.๔๓ ,   = .๕๗ ) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้  (http://www.thaigoodview.com/node/๙๔๙๗๒)

 

วิธีการดำเนินการวิจัย

             ประเภทการวิจัย  เป็นการวิจัยเชิงทดลอง 

             ประชากร  ได้แก่  ผู้เรียนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๓  ของ กศน.ตำบลท่าตะคร้อ จำนวน ๒๖ คน

             กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  ผู้เรียนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  ๒๕๕๑  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๓  ของ กศน.ตำบลท่าตะคร้อ จำนวน ๑๕ คน            โดยคัดเลือกจากผู้เรียนที่สมัครใช้ชุดฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์

 

 

 

 

 

             เครื่องมือการวิจัย

                     แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ของผู้เรียน  กศน.ตำบลท่าตะคร้อ  สร้างขึ้นโดยผู้วิจัย  ประกอบด้วย    ส่วน  ได้แก่ส่วนที่    คือข้อมูลของผู้เรียน  ส่วนที่    คือโจทย์คำนวณคณิตศาสตร์  จำนวน    เรื่อง  ได้แก่  การบวก การลบจำนวนเต็ม  การคูณ การหารจำนวนเต็ม  การคูณ  การหารเศษส่วน  การหาค่า ครน.  การบวก การลบเศษส่วน  และเกมฝึกคิดคำนวณคณิตศาสตร์  และส่วนที่    คือเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง

                     แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  กศน.ตำบลท่าตะคร้อ  จำนวน   ๑๕  คน  เป็นข้อสอบแบบอัตนัย จำนวน ๒๐  ข้อ  ใช้เวลาในการทดสอบ  ๑๐  นาที

             การเก็บรวบรวมข้อมูล

                     ๑.  ทดสอบนักศึกษาก่อนเรียนโดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

                     ๒. จัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  จำนวน    ชั่วโมง  ในภาคเรียนที่    ปีการศึกษา  ๒๕๕๓

                     ๓.  ทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

                     ๔.  นำผลที่ได้จากการจัดการเรียนการสอน ก่อน ระหว่าง และหลังการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  มาวิเคราะห์ตามขั้นตอนทางสถิติ

             การวิเคราะห์ข้อมูล

๑.      วิเคราะห์ผลจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียน

๒.      วิเคราะห์ผลจากคะแนนที่ได้จากแบบฝึกหัดแต่ละหัวข้อ

๓.      วิเคราะห์ผลจากคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบหลังเรียน

๔.      นำคะแนนทั้งหมด มาเปรียบเทียบการพัฒนาการหาค่าร้อยละ

๕.      เปรียบเทียบข้อมูลโดยการหาค่า  F-test

๖.      หาประสิทธิภาพทางการเรียนการสอนของนักศึกษาใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/ E2

โดยเกณฑ์มาตรฐานที่ ๘๐/๘๐ เนื่องผู้เรียนมีระดับความรู้ค่อนข้างต่ำ

 

                             E1 เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแนนทั้งหมดในห้อง ที่เก็บจากกิจกรรม เช่นใบงาน แบบฝึกหัด แบบทดสอบย่อย ในระหว่างเรียนเรื่องนั้นๆ หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หรือจุดประสงค์นั้นๆ

                             สูตรที่ใช้

                                       

                             E1 คือประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอน

                                 คือ คะแนนเฉลี่ยคะแนนระหว่างเรียน ของนักเรียนทั้งหมด

                               คือ คะแนนเต็มที่เก็บระหว่างเรียน

                             E2 เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการสอบหลังเรียน หรือสอบครั้งสุดท้ายของผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หรือจุดประสงค์นั้นๆ

                            สูตรที่ใช้ คือ

                                     
                           E2   คือประสิทธิภาพของเรียนการสอนหลังจากเรียนจบ

                            คือ คะแนนเฉลี่ยสอบครั้งสุดท้าย ของนักเรียนทั้งหมด

                            คือ คะแนนเต็มของการสอบครั้งสุดท้าย

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

             จากการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียน กศน.ตำบล  ท่าตะคร้อ  ให้สูงขึ้น  ซึ่งเป็นแบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง  มีโจทย์คำนวณคณิตศาสตร์  จำนวน    เรื่อง  ได้แก่  การบวก การลบจำนวนเต็ม  การคูณ การหารจำนวนเต็ม  การคูณ  การหารเศษส่วน  การหาค่า ครน.  การบวก การลบเศษส่วน  และเกมฝึกคิดคำนวณคณิตศาสตร์  และส่วนที่    คือเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง  ซึ่งผู้เรียนสามารถหาดูเฉลยคำตอบได้เอง  จึงมีผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ดังตาราง

 

ตารางที่    แสดงคะแนนทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์

คนที่

คะแนนก่อนเรียน

คะแนนหลังเรียน

ความแตกต่าง

ร้อยละความแตกต่าง

คะแนน

(เต็ม  ๒๐)

ร้อยละ

 คะแนน

(เต็ม  ๒๐)

ร้อยละ

๓๐

๑๘

๙๐

๑๒

๖๐

๓๕

๑๗

๘๕

๑๐

๕๐

๓๐

๑๗

๘๕

๑๑

๕๕

๒๕

๑๘

๙๐

๑๓

๖๕

๔๐

๒๐

๑๐๐

๑๒

๖๐

๔๕

๒๐

๑๐๐

๑๑

๕๕

๔๐

๒๐

๑๐๐

๑๒

๖๐

๓๕

๑๗

๘๕

๑๐

๕๐

๑๑

๕๕

๒๐

๑๐๐

๔๕

๑๐

๔๐

๒๐

๑๐๐

๑๒

๖๐

๑๑

๓๕

๑๙

๙๕

๑๒

๖๐

๑๒

๓๐

๑๘

๙๐

๑๒

๖๐

๑๓

๓๐

๒๐

๑๐๐

๑๔

๗๐

๑๔

๔๐

๒๐

๑๐๐

๑๒

๖๐

๑๕

๔๐

๒๐

๑๐๐

๑๒

๖๐

เฉลี่ย

๓๕

๑๙

๙๕

๑๒

๖๐

F-test คำนวณ  =  ๐.๕๔๙

             จากตารางพบว่า  ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ    จากคะแนนเต็ม  ๒๐ คะแนน คิดเป็นร้อยละ  ๓๕ หลังจากการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๙ จากคะแนนเต็ม  ๒๐  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  ๙๕  ซึ่งมีความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  ๑๒  คิดเป็นร้อยละ  ๖๐  ซึ่ง จากเปรียบเทียบข้อมูลจากค่า F-test  มีความแตกต่างกันทางสถิต 

 

ตารางที่    แสดงคะแนนระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้และคะแนนหลังการใช้แบบฝึกทักษะ

               คำนวณคณิตศาสตร์

คนที่

คะแนนระหว่างเรียน

(เต็ม  ๒๐  คะแนน)

คะแนนหลังเรียน

(เต็ม  ๒๐  คะแนน)

๑๘

๑๘

๑๗

๑๗

๑๕

๑๗

๑๘

๑๘

๑๙

๒๐

๑๘

๒๐

๑๙

๒๐

๑๖

๑๗

๒๐

๒๐

๑๐

๒๐

๒๐

๑๑

๑๖

๑๙

๑๒

๑๗

๑๘

๑๓

๑๘

๒๐

๑๔

๑๖

๒๐

๑๕

๒๐

๒๐

 

   =  ๑๘

  = ๑๙

E1    =  ๘๙

E2    =    ๙๕

             จากตารางที่  ๒ พบว่าประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน  เรื่องการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ของผู้เรียน กศน.ตำบลท่าตะคร้อ  เท่ากับ      ๘๙/๙๕  ซึ่งมีค่าใกล้กับ  ๘๐/๘๐ แสดงว่าการสอนมีประสิทธิภาพ  (โดยปกติให้ความคาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ  ๕)

 

 

สรุปและอภิปรายผล

             จากการใช้การใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กับผู้เรียน กศน.ตำบลท่าตะคร้อ  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้นนั้นพบว่าผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ    จากคะแนนเต็ม  ๒๐ คะแนน คิดเป็นร้อยละ  ๓๕ หลังจากการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๙ จากคะแนนเต็ม  ๒๐  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  ๙๕  ซึ่งมีความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  ๑๒  คิดเป็นร้อยละ  ๖๐  ซึ่ง จากเปรียบเทียบข้อมูลจากค่า F-test  มีความแตกต่างกันทางสถิต  และประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน  เรื่องการใช้แบบฝึกทักษะคำนวณคณิตศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ของผู้เรียน กศน.ตำบลท่าตะคร้อ  เท่ากับ ๘๙/๙๕  ซึ่งมีค่าใกล้กับ  ๘๐/๘๐ แสดงว่าการสอนมีประสิทธิภาพ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

กระทรวงศึกษาธิการ.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม

(ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.

ชาญชัย  อาจิณสมาจาร. (๒๕๔๐).หลักการสอนทั่วไป.กรุงเทพฯ: ม.ป.ท.

มะลิ  อาจวิชัย.(๒๕๔๐) การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำไม่ตรงตาม

         มาตราตัวสะกด แม่กน แม่กด  และแม่กบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ .

         วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิตมหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

วรรณ  แก้วแพรก. (๒๕๒๖) การสอนเขียนชั้นประถมศึกษา. กรุงเทพฯ:พีระพัธนาการพิมพ์.

อดุลย์  บุญปลื้ม.(๒๕๓๙). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยใช้แบบฝึกที่จัดคำเป็นกลุ่มคำและแบบฝึกที่จัดคำคละคำ.วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต  มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

http://www.thaigoodview.com/node/๙๔๙๗๒

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

 


เข้าชม : 27112

กศน. 5 อันดับล่าสุด

      แผนการสอน ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ 4 / มี.ค. / 2556
      งานวิจัยชั้นเรียน 18 / ม.ค. / 2555
      ผู้ชายวัยทอง 6 / ก.พ. / 2552


ความคิดเห็นที่ 1
เสาร์ ที่ 15 เดือน มีนาคม พ.ศ.2557 เวลา 16:17:30
cheap michael kors purses
cheap michael kors outlet
cheap michael kors bags
michael kors handbags outlet
michael kors outlet
โดย : ma1983    ไอพี : 23.89.209.18



ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้ง ที่นี่ เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

 
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอหนองหญ้าปล้อง  จังหวัดเพชรบุรี
ถนนหนองควง-เพชรเกษม  ตำบลหนองหญ้าปล้อง  อำเภอหนองหญ้าปล้อง  จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ ๐๓๒-๔๙๔๒๒๙โทรสาร  ๐๓๒-๔๙๔๒๒๙ Ammara_waw@hotmail.com   
nikorn@nfe7603.go.th
Powered by MAXSITE 1.10   Modify by   นิกร เกษโกมล   Version 2.01